History of the Buddha, Artifact & Antique, ประวัติองค์พระพุทธรูป, บทสวดมนต์, คำสอนทางพุทธศาสนา

ล่าสุด

REFINEMENT OF ART AND MIND

..

Pure mind and physical balance are the prerequisites for and artist who casts Buddha images. Purity of mind and body are believed to induce an artists’ sensitivity and employment of the aesthetic sense. Throughout the process of casting, the artists’ mind must remain stable to control their skillful hands in creating the object, which will eventually become a sacred object to the worshippers and prospective followers. Refinement is subtle, but miraculous, powerful, and delicate enough to enable the artists to create the beauty in their works. This explains what refinement contributes to the sacredness of religious art objects.

Refinement of art should render satisfaction to viewers, as they thrive to appreciate the different magnitudes of refinement, as well as experiencing more profound aspects.

A genuinely fine work of art thus reveals only half of its whole value, the other half is left for people to ponder, question and learn to use their own interpretations.

As the basis for creating, original culture or life-like art, religious feeling and belief is the central element.

Source : Editor of Fine Arts (Prof. DR.M.R. SURIYAVUDH SUKHASVASTI)

อ่านทั้งหมดของหน้านี้

วัดพิชยญาติการา

วัดพิชยญาติการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด “วรวิหาร” มีเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ตั้งอยู่ริมคลองสมเด็จเจ้าพระยา ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เป็นวัดที่มีรูปแบบศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

วัดพิชยญาติการาม แต่เดิมเป็นวัดร้าง ไม่มีหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด ต่อมาช่วง พ.ศ. 2372-2375 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระยาศรีพิพัฒน์ ได้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน และสถาปนาวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่แล้ว น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวในรัชการที่ 3 พระองค์จึงพระราชทานนามว่า “วัดพระยาญาติการาม” ต่อมารัชการที่ 4 ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพิชยญาติการาม” (แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดพิชัยญาติ”) ด้วยเหตุที่วัดพิชยญาติการาม ถูกยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร วัดนี้จึงมีชื่อสามัญว่า “วัดพิชยญาติการามวรวิหาร”
.
.

.

.

.

.

.

.

.

Lacation
Wat Phichaya Yatikaram is a minor royal temple in the category of “Worawihan”. The temple covers the area of 22 rai  3 ngan  and 64 square wa. It is located by the riverside of  Somdet Chao Phraya Canal, Somdet Chao Phraya Road, Bangkok. The Temple’s form of art belongs to the early Rattanakosin in period.

History
Wat Phichaya Yatikaram Worawihan was previously a deserted temple. There is no evidence to prove when the temple was constructed. During 1829-1832, Somdet Chao Phraya Borommaha Phichaiyat (That Bunnak), appointed as Phraya Si Phiphat, restored religious sites and established this temple in order to humbly offer it as a royal temple to King Rama III. Then, the king named it “Wat Phraya Yatikaram”. Later during the reign of King Rama IV, the temple was renamed as “Wat Phichaya Yatikaram” (in which villagers usually call “Wat Phicaiyat”). As this temple was promoted as a minor royal temple in a category of “Worawihan”, the category was then added to its existing name. Thereafter, its common name became “Wat Phichaya Yatikaram Worawihan”.

พระพุทธสิหิงห์ ในวิหารลายคำ Phra Singh Chiangmai

วิหารลายคำ

พระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ พระพุทธรูปในศิลปกรรมล้านนา วิหารลายคำบูรณะซ่อมแซมหลายครั้ง โดยเฉพาะในสมัยเจ้ากาวิละ และเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๓๙๗ – ๒๔๑๓) ปัจจุบันวิหารลายคำ กว้าง ๘ เมตร ด้านหน้า หันไปทางทิศตะวันออก มีบันไดนาค และสิงห์ปูนปั้น ๒ ตัว หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันและเสา ลงรักสีแดงเขียนลายพรรณพฤกษาสีทอง ผนังก่ออิฐถือปูน ด้านทิศใต้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง สุวรรณหงส์ ส่วนด้านทิศเหนือ เขียนเรื่อง สังข์ทอง จิตรกรรมฝาพนัง ซึ่งเป็นวรรณกรรมไทย ทั้ง ๒ เรื่องนี้เขียนขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ถือว่าทรงคุณค่าทางด้านศิลปะที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตแบบล้านนา และวัฒนธรรมของภาคเหนือได้เป็นอย่างดี นับเป็นงานสถาปัตยกรรมประะเภทวิหารแบบล้านนา ที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

Vihara Laai Kham

Phra Muang Kaew (A.D. 1495-1525) commanded to build if for enshrining th Buddha image, Phra Bhuthasihing or Phra Singh of Lanna art. Tha Vihara was mainly restored particulaly in the period of Chao Kawila and Chao Kawiroros Suriyawong (A.D. 1854-1870).
อ่านทั้งหมดของหน้านี้

พระสังกัจจายน์ (ตั้ว โตว๊ ฮุด)


พระสังกัจจายน์ (ตั้ว โตว๊ ฮุด)
เนื้อโลหะชิน-เงิน  ศิลปะจีนแบบราชวงศ์หมิง พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑

ลักษณะทางปฏิมากรรมแสดงถึงความอิ่มเอิบ ใบหูยาน อยู่ในท่านั่ง ห่มจีวรแบบจีน มือขวาวางอยู่เหนือเข่า มือซ้ายยึดชายจีวร  ประติมากรรม ตั้ว โตว๊ ฮุด นี้ถือว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งของจีน เป็นตัวแทนของความมั่งมี ความสุขและโชควาสนา นับถือกันมากในประเทศจีน โดยปกติประติมากรรมลักษระนี้มักพบที่ทำด้วยกระเบื้อง

KAJAYANA or HO TAI (Happy Buddha)
Silver Bronze, Chiness art, Ming Dynasty, 15th-16th century

The image has a plump face, long ears, smiling mouth, and fat body. His right hand is placed on the right knee. the left grasps the corner of the rope.

Ho Tai is one of ther Buddhist Arahats in Chinese belief. The image is worshipped as a God of weath, contentment and good fortune. This type of image is generally found in ceramics.
.
.
.
.

ประวัติพระสังกัจจายน์
อ่านทั้งหมดของหน้านี้

พระแก้วทรงเครื่อง Crowned Buddha

พระแก้วทรงเครื่อง
องค์พระเนื้อแก้ว ประดับเพชร ทองคำ ขนาดความสูงรวม ๕๐ ซม. เฉพาะองค์พระสูง ๑๗ ซม. หน้าตักกว้าง ๑๑ ซม. (๔.๕ นิ้ว) ศิลปะเขมรรุ่นหลัง พุทธศตวรรษที่ ๒๕

พระพุทธรูปองค์นี้ทำด้วยแก้วหล่อ สันนิษฐานว่าอาจจะส่งต้นแบบไปหล่อที่ประเทศฝรั่้งเศส และส่งกลับมาประดับเพชร ทองคำในประเทศกัมพูชา พระพุทธรูปนั่งสมาธิราบแสดงปางมารวิชัยประทับเหนือฐานซึ่งทำด้วยเงินจับทอง ประกอบลวดลายดุนนูนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีฉัตรทองคำสามชั้นประกอบ เป็นที่น่าสังเกตว่าลักษระจีวรทองคำประกอบลวดลายดุนนูนบนองค์พระมีความละม้ายกับเครื่องประจำฤดูฝนของพระแก้วมรกต อีทั้งมงกุฏเหนือพระเศียรก็ยังละม้ายกับมงกุฏประจำเครื่องทรงประจำฤดูร้อนของพระแก้วมรกตของไทยอีกด้วย  เป็นไปได้ว่าช่างได้จำลองลักษณะบางประการของพระแก้วมรกตไป แต่ฝีมือก็ยังแตกต่างกันอยู่มาก อย่างไรก็ดีพระแก้วองค์นี้ก็เป็นงานฝีมือของช่างเขมรที่งามประณีตมากองค์หนึ่ง

Crowned Buddha
Crystal, inlaid with diamond and gold, Height 50 cm., Cambodian art 20th century

The image is made of crystal which was presumably executed in France while the decorative elements were made by local craftsmen. The Buddha is seated in bhumisparsamudra, sheltered by a three-tiered parasol as befits a prince. Notably, the gold royal attires of this image resemble the costumes of the Emerald Buddha. It is possible that  the Emerald Buddha’s costumes was used as the model.
.
.
.
.
.
.

พระพุทธไสยาสน์ Reclining Buddha


พระพุทธไสยาสน์

เนื้อสัมฤทธิ์  ยาว ๖๐ ซม. ศิลปะไทยแบบสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางไสยาสน์ ความยาวตั้งแต่ยอดพระรัศมีถึงปลายพระบาท ๖๐ ซม. อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นศิลปะไทยแบบสุโขทัยตอนปลาย (แบบคลาสิก) พระพุทธรูปองค์นี้ถึงแม้ว่าจะมีพระพักตร์ค่อนข้างกลมแต่สุนทรียภาพของพระพักตร์รวมทั้งรัศมีรูปเปลวไฟก็เป็นลักษณะตามแบบสุโขทัยโดยทั่วไป  สำหรับพระวรกายนั้นแสดงอาการบรรทม ตะแคงขวาในท่าสีหไสยาสน์ ครองจีวรห่มเฉียงมีชายจีวรยาวห้อยขนานไปตามพระวรกาย พระวรกายแสดงถึงความงามของเส้นสายได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในลักษณะของพระวรกายเองหรือลักษณะของพระกรซ้ายที่ทอดขนานอย่างกลมกลืนประกอบกับพระกรขวาที่ยกขึ้นขันพระเศียรก็แสดงถึงความงามสมส่วนอย่างดีเยี่ยม

พระพุทธรูปองค์นี้แสดงอาการสีหไสยาสน์  ซึ่งเป็นอาการนอนแห่งราชสีห์หรือเป็นอาการนอนอันสำรวมสติ ตะแคงขวาซ้อนพระบาทเหลื่อมกันซึ่งอาจจะแสดงถึงลักษณะของพุทธปรินิพานตามความในพุทธประวัติ ส่วนนิ้วพระหัตถ์ที่ยาวไม่เสมอกัน และมีการ “เ่ล่นนิ้ว” (ศัพท์ที่นักเลงพระใช้เรียกพระพุทธรูปที่นิ้วพระหัตถ์พลิ้วไหว) ซึ่งมักปรากฎในศิลปะล้านนาบ่อยครั้งก็เห็นได้บนพระพุทธรูปองค์นี้ดวย พระพุทธรูปดังกล่าวสามารถแยกส่วนพระบาทออกจากองค์พระได้

จากลักษณะที่กล่าวถึงข้างต้นน่าจะถือได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีความงดงามมากที่สุดองค์หนึ่งในศิลปะสุโขทัยที่จะหาพระพุทธรูปองค์อื่นใดมาเทียบเคียงได้น้อยนัก
.
อ่านทั้งหมดของหน้านี้

พระพุทธลีลา


.
พระพุทธลีลา
เนื้อสัมฤทธิ์ สูง ๖๓ ซม. ศิลปะไทยแบบสุโขทัยตอนปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางลีลา มีลักษณะพระพักตร์ยาวรีเป็นรูปไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์อมยิ้มเล็กน้อย พระเศรียรประกอบด้วยขมวดพระเกศาขนาดเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวเหนือพระเกตุมาลา ลำพระศอกลมกลึงรับกับพระอังสากว้าง บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรยาวจรดพระนาภี ปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบแสดงพระอาการดำเนินโดยยกพระบาทขวา พระหัตถ์ขวาทิ้งลงข้างพระองค์ เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย พระหัตถ์ซ้ายแสดงปางประทานอภัย

พระพุทธรูปปางลีลาในศิลปะสุโขทัยนั้น ถือเป็นความสำเร็จอย่างสูงของช่างชาวสุโขทัยที่เข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติและศิลปะอันเป็นที่สุดของพระพุทธรูปลีลาทุกสมัย ด้วยเหตุที่แต่เดิมทั่วในประเทศอินเดีย ลังกา พม่า ฯลฯ  นั้นได้ปรากฎพระพุทธรูปลีลาในลักษณะของภาพจิตรกรรมหรือประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงเท่านั้น แต่ในสมัยสุโขทัยถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในโลกที่สามารถเนรมิตพระพุทธรูปลีลาแบบลอยตัวขึ้น  สำหรับต้นเค้าของพระพุทธรูปปางนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นการแสดงถึงเหตุการณ์เมื่อพระองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา ตามเรื่องในพุทธประวัติดังที่ได้พบเห็นในภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือภาพนูนต่ำดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น  ในภาพจิตรกรรมหรือประติมากรรมนูนต่ำแสดงองค์ประกอบของภาพสมบูรณ์ตามเนื้อเรื่องด้วยการปรากฎภาพพระพุทธองค์ทรงดำเนินก้าวลงตามขั้นบันไดแก้วที่มีบันไดทองและบันไดเงินขนาบอยู่ทั้งสองข้าง  พระพุทธองค์ทรงอยู่ท่ามกลางเหล่าทวยเทพอันมีพระอินทร์ พระพรหมและเทพทั้งปวงเป็นบริวารส่งเสด็จอยู่โดยรอบ ในกาลนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดโลกให้นรก มนุษย์ และสวรรค์มองเห็นซึ่งกันและกันโดยตลอด  จากความเป็นอัจฉริยะของช่างสุโขทัยได้ดัดแปลงภาพดังกล่าวด้วยการยกบันไดและเหล่าเทวดาทั้งหลายออก จึงทำให้องค์ประกอบของภาพคงเหลือแต่พระพุทธองค์ทรงพระดำเนินอย่างสง่างามแต่เพียงพระองค์เดียว

พระพุทธรูปองค์ในภาพนี้  แสดงพุทธลีลาที่งามยิ่งนัก  ด้วยปลายจีวรเบื้องล่างที่พลิ้วไหว ท่วงท่าพระดำเนินเป็นไปอย่างเชื่องช้าสง่างามประดุจองค์พระลอยอยู่ในนภาอากาศ ทั้งยังแสดงลักษณะเฉพาะของศิลปะสุโขทัยไว้อย่าครบถ้วน  นับเป็นพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัยที่งามมากองค์หนึ่ง
อ่านทั้งหมดของหน้านี้

พระพุทธรูปล้านนา Lanna Buddha

.
พระพุทธรูปล้านนา
เนื้อสัมฤทธิ์ สูง ๘๓ ซม. หน้าตักกว้าง ๔๕ ซม. (๑๘ นิ้ว) ศิลปะไทยแบบล้านนาตอนปลายพุทธศตวรรตที่ ๒๐

พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เป็นรูปวงรีมีพระนลาฎค่อนข้างแคบ พระขนงเป็นเส้นโค้ง พระนาสิกแหลม พระโอษฐ์เรียว ขมวดพระเกศาค่อนข้างเล็ก มีรัศมีเป็นรูปเปลวไฟแหลม พระพุทธรูปมีพระวรกายค่อนข้างสะโอดสะอง ครองจีวรห่มเฉียงมีชายจีวรยาวลงมาถึงพระนาภีปลายเป็นเขี้ยวตะขาบ ประทับนั่งขัดสมาธิราบแบบวีราสนะเกือบเป็นเส้นตรงในทางแนวนอน แสดงปางสมาธิด้วยการวางพระหัตถ์ขวาซ้อนบนพระหัตถ์ซ้ายเหนือพระเพลา องค์พระพุทธรูปประทับบานฐานปัทมาสน์ประกอบด้วยกลีบบัวหงายขนาดใหญ่สลับกับเล็กที่มียอดแหลมที่กึ่งกลางแต่ละกลีบกับทั้งมีเกสรบัวเรียงเป็นแถวตามแนวนอนเหนือกลีบบัวเหล่านั้น ส่วนฐานเบื้องล่างเป็นฐานหน้ากระดานเกลี้ยงปราศจากลวดลายเครื่องประดับ

พุทธลักษณะข้างต้นนี้แสดงถึงรูปแบบของพระพุทธรูปแบบล้านนาตอนปลายที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยแบบคลาสิก ลักษณะดังกล่าวจักเห็นได้จากลักษรณโดยส่วนรวมทั้งหมดของพระพุทธรูป แต่กระนั้นก็ยังแสดงถึงลักษณะบางประการที่ผันแปรไปจากพระพุทธรูปแบบสุโขทัยแท้ อาทิ สุนทรียภาพบนพระพักตร์ที่ละเมียดละมัยน้อยกว่า ลักษณะของชายจีวรที่ตกแต่งตามแบบล้านนารวมทั้งลักษณะของฐานปัทมาสน์ที่มีกลีบบัวและแนวเกสรบัวตามแบบล้านนาโดยทั่วไป  สำหรับปางสมาธิที่ปรากฏบนพระพุทธรูปไทยเราทุกสมัยให้ความสำคัญกับปางมารวิชัยเป็นพื้น โดยมิใคร่ปรากฏปางสมาธิมากนัก ลักษณะการแสดงปางสมาธิเช่นนี้พบว่าได้เป็นที่นิยมมากในศิลปะทวารวดี ศิลปะเขมร และศิลปะัลังกา เป็นพิเศษ  แต่กระนั้นก็ดี การสร้างพระพุทธรูปทั้งปางสมาธิหรือปางมารวิชัยก็น่าจะแสดงถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่ต่อเนื่องกันอันหมาวถึงพุทธประวัติในกาลที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นประการสำคัญ การแสดงปางดังกล่าวทั้งสองปางยังได้รับการยืนยันจากภาพจิตรกรรมในชั้นหลังในภาพพุทธประวัติตอนตรัสรู้มีพลพญามารมาผจญและมีแม่พระธรณีปรากฎกายอยู่นั้นบางภาพก็แสดงพระพุทธเจ้าประทับนั่งแสดงปางมารวิชัยแต่บางภาพก็แสดงปางสมาธิในเหตุการณ์ตอนเดียวกัน เป็นไปได้ว่าการที่พระพุทธรูปของไทยนิยมแสดงปางมารวิชัยมากกว่าปางสมาธิในเหตุการณ์ตอนตรัสรู้นี้ก็เพื่อที่จะเน้นให้ชัดเจนถึงเหตุการณ์ข้างต้นซึ่งถือว่าเป็นเรื่องราวตอนที่สำคัญที่สุดในพุทธประวัติ ด้วยเหตุที่ปางสมาธิแม้ว่าจะหมายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวก็จริงแต่ก็มักจะปรากฎในเรื่องราวตอนอื่นๆได้ด้วย การที่พระพุทธรูปองค์นี้แสดงปางสมาธิจึงถือเป็นสิ่งพิเศษซึ่งหาได้ยากในศิลปะแบบล้านนาโดยทั่วไป

อ่านทั้งหมดของหน้านี้

พระพุทธรูปอู่ทอง

.
พระพุทธรูปอู่ทอง
เนื้อสัมฤทธิ์ สูง ๒๒ ซม. หน้าตักกว้าง ๑๒ ซม. (๔ นิ้ว) ศิลปะไทยแบบอู่ทองรุ่นที่ ๒ พุทธศตวรรษที่ ๒๐

พระพุทธรูปดังกล่าวมีพระพักตร์สี่เหลี่ยมแสดงอิทธิพลศิลปะเขมรโดยมีไรพระศก ขมวดพระเกศาเป็นปมขนาดเล็ก มีพระรัศมีแหลมเหนือพระเกตุมาลา ส่วนพระวรกายนั้นครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรยาวจรดพระนาภีปลายแยกเป็นแฉก ประทับสมาธิราบแสดงปางมารวิชัยเหนือฐานหน้ากระดานเกลี้ยงแอ่นเป็นร่องเข้าข้างใน

พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองรุ่นที่ ๒ นี้นักสะสมพระนิยมเรียกกันว่า “พระอู่ทองหน้าแก่” เป็นพระพุทธรูปอู่ทองที่ค่อนข้างหายาก อันแสดงถึงวิวัฒนาการต่อจากพระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ ๑ ซึ่งมีรัศมีเป็นรูปบัวตูม อย่างไรก็ดี พระพุทธรูปองค์นี้เริ่มที่จะมีอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยตอนปลายเข้ามาปรากฎบ้าง เป็นต้นว่าสุนทรียภาพบนพระพักตร์ที่มีความอ่อนหวานในลักษณะของพระโอษฐ์ที่อมยิ้มและปลายของชายจีวรที่คล้ายกับลายเขี้ยวตะขาบอันแตกต่างจากปลายจีวรตัดตรงของพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ และรุ่นที่ ๒ โดยทั่วไป
.
.
.
.
.

.
.

อ่านทั้งหมดของหน้านี้

พระอู่ทอง U-thong Buddha

.
พระอู่ทอง
เนื้อสัมฤทธิ์ สูง ๘๕ ซม. หน้าตักกว้าง ๓๘ ซม. (๑๕ นิ้ว) ศิลปะไทยแบบอู่ทองรุ่นที่ ๒ พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐

พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์ส่วนบนรูปสี่เหลี่ยมและมีพระพักตร์ส่วนล่างค่อนข้างโค้งมน มีพระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรยาวรีเหลือบลงต่ำ พระนาสิกป้าน พระโอษฐ์อมยิ้มมีขอบสองชั้น มีไรพระศกเหนือพระนลาฏขมวดพระเกศาคล้ายหนามขนุน รัศมีรูปดอกบัวแหลมกับทั้งมีอุณาโลมหรืออูรณาเหนือพระนลาฎ สำหรับพระวรกายนั้นมีพระอังสาลาดบั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวาโดยมีชายจีวรยาวเกือบถึงพระนาภี ปลายตัดเป็นเส้นตรง กับทั้งมีของอันตรวาสกสองชั้นเว้าเป็นมุมแหลมที่พระนาภี พระพุทธรูปประทับนั่งแบบวีรานะ โดยพระชงฆ์ขวาซ้อนเหนือพระชงฆ์ซ้ายกับทั้งแสดงปางมารวิชัยด้วยพระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา และพระหัตถ์ขวาคว่ำบนพระชานุขวา ฐานที่รองรับเป็นฐานหน้ากระดานเกลี้ยงแอ่นเป็นร่องเข้าข้างใน

จากพุทธลักษณะข้างต้นสามารถกำหนดว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นศิลปะแบบอู่ทองรุ่นที่ ๒ ที่พัฒนาขึ้นมาจากพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ที่มีศิลปะแบบเขมรเป็นต้นเค้า จากลักษณะของพระพักตร์รูปสี่เหลี่ยมมีไรพระศก ชายจีวรปลายตัดเป็นเส้นตรง ท่าประทับนั่งขัดสมาธิราบประกอบกับฐานหน้ากระดานเกลี้ยงแอ่นเป็นร่องเข้าข้างในที่วิวิัฒน์มาจากฐานปัทมาสน์เหล่านี้แสดงถึงการรับอิทธิพลมาจากศิลปะร่วมแบบเขมรตอนปลายหลังแบบบายน อย่างไรก็ตามช่างก็ได้ดัดแปลงลักษณะบางประการให้เป็นเอกลักษระของตนเองเช่นพัฒนารัศมีรูปลูกแก้วหรือดอกบัวตูมขนาดเล็กในศิลปะแบบเขมรและแบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ให้เป็นทรงแหลมสูงแต่ยังเป็นลักษณะที่มีกลีับบัวประกอบโดยรอบอันแตกต่างจากรัศมีทรงเปลวไฟในศิลปะแบบสุโขทัยอย่างเห็นได้ชัด การทำลักษณะส่วนล่างของพระพักตร์ให้เริ่มเป็นวงรีหรือการเพิ่มขนาดความสูงของพระวรกายรวมทั้งการแสดงพระหัตถ์ให้มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปกติก็ล้วนแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองในศิลปะแบบอู่ทองที่พัฒนาก้าวไกลไปจากศิลปะแบบเขมรที่เป็นต้นแบบ  จะเห็นได้ว่าพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ ๒ องค์นี้มีความงามที่เงียบสงบ โดยเฉพาะสุนทรียภาพที่ปรากฎบนพระโอษฐ์ซึ่งน่าจะเป็นลักษณะหนึ่งของความงามในศิลปะไทยโดยทั่วไปซึ่งหาได้ยากในศิลปะเขมรที่มักจะแสดงอำนาจและความเข้มแข็งเป็นปกติวิสัย จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปอู่ทองที่มีคุณลักษณะวิเศษองค์หนึ่งทีเดียว
.
อ่านทั้งหมดของหน้านี้

Sukhothai-Period Images of Buddha

.
The beautiful Buddha images in Sukhothai art are those showing the Lord Buddha after he attained enlightenment. This is when all the muscles showed signs of relaxation and he reached the state of genuine serenity which indicates an inner dimension that is total and whole, a light smile seemed to be lighting up his face. After the enlightenment, the Lord Buddha entered more into the stage of nirvana than that of the world. Thai artisans can thus build these images as if they were made in heaven, be it the sitting, walking or reclining position. Each carries the gentle features in such a way that it gives one an impression of floating in heaven.

The method of building Buddha images is complex. Being beautiful in artistic sense alone does not suffice since the images built on the basis of ideal must also unveil the heart of teachings of Buddhism. It may be said, therefore, that artists draw their inspiration in the creation from Buddhist teachings. But it by no means suggests that they are the replica of the Lord Buddha himself. To build a Buddha image, the artisans have to build an ideal human body and add to it features that have nothing to do with worldly elements.

อ่านทั้งหมดของหน้านี้